ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข สานความสุขสู่สังคม  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx


              เคยลิ้มชิมรสกันหรือยังกับข้าวโพดพันธุ์ใหม่ ‘ข้าวโพดข้าวก่ำแฟนซี’ หรือ ‘ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสม’ ข้าวโพดพันธุ์นี้ได้ชื่อทางการว่า ข้าวเหนียวลูกผสมแฟนซีสีม่วง 111 มีผู้พัฒนาพันธุ์มาจากข้าวโพดพื้นบ้านทางล้านนาและภาคอีสานของไทย

1362722904

             ลักษณะเฉพาะตัวก็คือ เมล็ดข้าวโพดเป็นสีม่วงดำเข้ม เวลาต้องประกายไฟจะสะท้อนแสงแวววาวราวกับสีนิล เมื่อนำมาต้มจะได้น้ำสีดำอมม่วงเข้มข้น เห็นแค่สีก็เดาได้ทันทีว่าคุณภาพคับฝักแน่นอน

             ข้าวโพดพันธุ์นี้ดำทั้งลำต้นและเมล็ด รสชาติเหนียวนุ่ม มัน หวานนิดๆ แค่ติดปลายลิ้น ไม่หวานแหลมเหมือนข้าวโพดหวาน และความอร่อยอยู่ที่ความเหนียวนุ่มและกลิ่นหอมแบบข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองเดิม เป็นนวัตกรรมใหม่ที่วิจัยและพัฒนาขึ้นโดยฝีมือนักวิจัยของไทย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โดยนำข้าวโพดสีม่วงมาผสมกับข้าวโพดข้าวเหนียวสกัดสายพันธุ์แท้จากคู่ผสมจนได้สายพันธุ์แท้ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงเข้มออกมา

             ต่อมา นายไพศาล หิรัญมาศสุวรรณ ผู้จัดการงานปรับปรุงพันธุ์พืชของ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ได้ขอพันธุ์ข้าวโพดสีม่วงจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มาใช้เป็นเชื้อพันธุกรรมร่วมกับสายพันธุ์ข้าวโพดข้าวเหนียวที่บริษัทกำลังศึกษาวิจัยอยู่ก่อนแล้ว จนสามารถสกัดสายพันธุ์แท้จากคู่ผสมของเชื้อพัธุกรรมทั้งสอง ได้สายพันธุ์ใหม่ออกมาและคัดเลือกออกมาได้ 2 พันธุ์ คือ ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมแฟนซีสีม่วง 111 และข้าวโพดข้าวเหนียวแฟนซีสีขาวม่วง 212 รวมใช้ระยะเวลาปรับปรุงข้าวโพดพันธุ์ใหม่ไม่ต่ำกว่า 6-7 ปีทีเดียว

dokaset9

             ตอนนี้สามารถขยายพันธุ์นำไปปลูกและจำหน่ายกันทั่วไป กลายเป็นเรื่องโด่งดังติดอันดับ 10 ข่าวดังทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปี 2555 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. เลยทีเดียว

             ข้าวโพดพันธุ์ใหม่นี้ สามารถปลูกได้ดีในดินทุกสภาพ ให้ผลผลิตสูง และสีม่วงเข้มยังอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยป้องกันโรคมากมายชะลอความเสื่อมของเซลล์ เพิ่มความสามารถในการมองเห็น ลดโอกาสเกิดมะเร็ง เสริมภูมิคุ้มกันช่วยให้ร่างกายต่อต้านเชื้อโรคและสมานแผล ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ลดภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน

429046-topic-0

             สรรพคุณมากมายขนาดนี้ คงต้องหามาลิ้มชิมกันหน่อย แต่ข้าวโพดแฟนซีฯ อาจจะยังไม่มีขายแพร่หลายเหมือนข้าวโพดหวานทั่วไป เพราะผลผลิตยังออกมาน้อยมาก ต้องหาซื้อกันตามตลาดขายส่ง สินค้าเกษตรอย่างตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดสดใหญ่ๆ เท่านั้น และถ้าจะให้อร่อยจริงก็ต้องไปไล่ล่าถึงแหล่งปลูก หักฝักออกมาจากต้นแล้วต้มกินกันเดี๋ยวนั้นดีที่สุด เพราะข้าวโพดทุกชนิดเมื่อถูกทิ้งข้ามวัน น้ำตาลในเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นแป้งไปหมด ทำให้ขาดรสหวานและความนุ่มนวลตามธรรมชาติของข้าวโพดยิ่งเก็บไว้นาวันในสภาพฝักสด ยิ่งเสียรส

             เมื่อก่อนนั้น ข้าวโพดข้าวเหนียวพื้นบ้านเรา ถูกจัดเป็นข้าวโพดบ้านนอก เพราะอยู่นอกสายตากันจริงๆ บริษัทใหญ่ๆ ที่มีเทคโนโลยีในการพัฒนาพันธุ์ล้วนแล้วแต่ทุ่มความสนใจไปยังข้าวโพดรสหวาน ฝักใหญ่สีเหลืองทอง ดันราคาข้าวโพดต้มที่เคยเป็นอาหารคนจน ให้กลายเป็นของแพงมาจนทุกวันนี้

corn

             ข้าวโพดต้มราคาตลาดสาอยู่ที่ฝัก 3 ฝัก 20 บาท หรืออาจจะแพงกว่านี้เป็นฝักละ 10 ในฤดูที่ผลผลิตมีน้อย แต่ข้าวโพดพันธุ์สีม่วงนี้มาแรงแซงโค้ง ราคาต่อฝักในช่วงแรกสูงถึงฝักละ 15 บาท แต่จะถูกหรือแพง ก็ยังเป็นของกินเล่นยอดนิยมที่ขายได้ขายดีตลอดเวลา เพราะกินอิ่มท้อง เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีข้าวโพดเพียงฝักเดียว ก็อิ่มพอๆ กับ ข้าวสวย 1 จานโดยไม่ต้องมีกับข้าวมาแนม

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com


8             หลายปีก่อนชื่อ “บรรจง ขยันกิจ” โด่งดังเพียงข้ามคืนหลังจากได้ออกรายการ “คนค้นฅน” ในฐานะนักประดิษฐ์กังหัน ผู้เปลี่ยนพลังงานลมให้เป็นพลังงานไฟฟ้าคนแรกของไทย แม้จะผ่านมาหลายปี แต่วันนี้คุณบรรจงก็ยังยึดมั่นในการสร้างสรรค์และพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยคงเป็นทั้งวิทยากรที่ยินดีถ่ายทอดความรู้การสร้างกังหันลมสู่สังคมในแบบที่ “รู้อะไรให้หมดเปลือก” ในขณะเดียวกันยังผลิตกังหันลมจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผล เพื่อให้คนในถิ่นทุรกันดานมีไฟฟ้าใช้ “กังหันลม” นี่เองที่เปลี่ยนชีวิตของ บรรจง ขยันกิจ ให้กลายเป็นคนต้นแบบของสังคมไทย

             ความเป็นมาของผู้ชายร่างเล็กคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทำงานเขาเป็นนักดื่มตัวยง จนเป็นเหตุให้เปลี่ยนสถานศึกษาเป็นว่าเล่น และเมื่อรับราชการเป็นช่างเทคนิคกองอาคารและสถานที่ของมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี เขาก็ยังไม่ทิ้งลาย ทุกครั้งที่หายหน้าไป เพื่อนร่วมงานและเจ้านายรู้กันว่าไปตามเขาได้แถวๆ หาดบางแสน พร้อมแก้วในมือ แต่อยู่มาวันหนึ่งในปี 2546 เขาเจอกังหันลมที่วัดป่าอัมพวัน จังหวัดชลบุรี ซึ่งทางวัดสร้างขึ้นแต่เสียใช้การไม่ได้ เขาจึงอาสาซ่อมแซมให้ โดยเป็นผู้ช่วย ลุงเพียร คุณการ ผู้มีความรู้เรื่องกังหันลมแบบเก่า จนแก้ไขกังหันของวัดให้ทำงานวิดน้ำ สูบน้ำได้ ต่อมาเจ้าอาวาสอยากได้กังหันผลิตไฟฟ้า คุณบรรจงจึงลองนำไดนาโมมาต่อ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

             “ผมไปช่วยเจ้าอาวาสทุกอย่าง ไปช่วยลุงเพียรเหลาใบพัด ทำกังหันลม ผมไปวัดอัมพวันทุกวันตลอด 1 ปีครึ่ง วันเสาร์อาทิตย์ผมก็ไป สมัยนั้นผมยังกินเหล้า สูบบุหรี่จนพระท่านบิณฑบาต ทำให้ผมเลิกจนได้ เจ้านายก็แปลกใจว่า ถ้าบรรจงหายไปคราวนี้ให้ไปตามหาที่วัดแทน ผมเอาเงินไปซื้อนอต ตะปู สายไฟ ถวายวัด แทนที่จะเอาเงินไปกินเหล้าก็เอามาทำกังหันลมให้ที่วัดป่าอัมพวัน”

             นี่คือจุดเปลี่ยนชีวิตของคุณบรรจง จากนั้นเขาก็มุมานะหาความรู้เพื่อสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าจนสำเร็จด้วยตัวเอง “ผมอ่านหนังสือการอนุรักษ์พลังงานเล่มหนึ่งสะดุดคำว่า ‘Wind Power’ เลยโยนคำนี้ลงใน Google ผลออกมาเป็นแสนๆเว็บ ผมอ่านเว็บมากมายจนรู้หมดว่าเว็บไหนลอกเว็บไหนมา ผมใช้เวลาศึกษาจากอินเตอร์เน็ต 6 เดือนเต็มๆ วันละ 18 ชั่วโมง และทดลองทำจริงอีก 3 – 4 เดือน เท่ากับเรียนปริญญาตรี 4 ปี รวมทั้งการไปวัดอัมพวันอีกปีครึ่ง เพื่อศึกษาดูว่ากังหันหมุนอย่างไร จะพัฒนาอย่างไรให้ได้ไฟมากๆ ผมไปเจอเว็บฝรั่งชื่อ Hugh Piggott สอนสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้า โดยใช้แม่เหล็กกับขดลวดหมุนตัดกันจนเกิดสนามแม่เหล็ก เปลี่ยนพลังงานกลจากลมเป็นกระแสไฟฟ้า เลยคิดว่าเราพอทำได้ จึงสั่งซื้อตำราของ Hugh มา 2 เล่ม ทำเป็นสำเนาไว้ ไปไหนก็ถือไปด้วยตลอดเวลาจนทุกวันนี้ ลองสร้างกังหันลมตามวิธีการในหนังสือ ฝึกพันขดลวด หล่อเรซิ่น วางขั้วแม่เหล็ก เหลาใบพัด จนผ่านไป 3 เดือนกังหันลมตัวแรกที่สามารถผลิตไฟฟ้าให้กับวัดป่าอัมพวันก็พร้อมใช้งาน”

7

             “ที่ผ่านมาเราโดนปลูกฝังมาตลอดว่าเมืองไทยไม่มีศักยภาพเรื่องพลังงานลม เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และมีแบบที่ไม่เหาะกับเมืองไทยที่ไหนมีลมตั้งแต่ 3 เมตรต่อวินาทีขึ้นไปสามารถทำกังหันลมได้ กังหันของผมสามารถใช้เปิดหลอดฟลูออเรสเซนต์ เปิดทีวีและพัดลมอย่างละเครื่อง สลับกับคอมพิวเตอร์ก็ได้ การที่จะได้ไฟมากหรือน้อยก็ขึ้นกับขนาดกังหัน ตัวแปลงไฟ และแบตเตอรี่”

             มาถึงวันนี้คุณบรรจงผลิตกังหันลมไปแล้วกว่า 400 ตัว ส่วนหนึ่งเป็นต้นแบบให้สำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา ส่วนอีก 350 ตัว กระจายไปอยู่ตามถิ่นทุรกันดานทั่วประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

             “เหนือสุดที่ผมไปติดตั้งกังหันคือที่เชียงตุงใต้สุดที่ยะลา ตะวันตกที่ย่างกุ้ง และที่ลาวเป็นกังหันน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า”

             แม้ว่าคุณบรรจงจะลาออกราชการมาผลิตกังหันลมอย่างเต็มตัว แต่เขายังยินดีสอนทุกคนที่ต้องการเรียนรู้โดยไม่คิดค่าสอนใดๆ

images             “พี่สาวผมให้คำแนะนำว่าดูตัวอย่างจากในหลวงท่านยังสอนคนไทยและต่างประเทศ คนที่ยังไม่รู้มีอีกเยอะเรารู้แล้วเก็บความรู้นี้ไว้ ความรู้ก็หายไปกับเรา จากนั้นผมก็สอนเรื่อยมา ผมมีความสุขในการถ่ายทอดความรู้ ผมอยากให้คนที่อยู่นอกเขตการใช้ไฟฟ้าพึ่งพาตนเองได้ ให้คุณทำเป็น พอคุณทำเป็นคุณก็ไปสอนชุมชน คนที่สนใจสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้ว วัสดุหาได้ในท้องถิ่น ยกเว้นแม่เหล็กเท่านั้นเองที่ต้องซื้อ ผมไม่เคยจำชื่อคนที่มาเรียนกับผมนะ ใครมาผมสอนหมด ทั้งที่มาเป็นสถาบัน ครู อาจารย์ ข้าราชการ ทหาร นิสิต นักศึกษา กระทั่งชาวบ้านที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ก็มาเรียนกับผม ผมจะสอนพันขดลวด โครงเหล็ก ใบพัด กลับไปทำได้หมด ผมดีใจที่สถาบันการศึกษาให้ความสำคัญตอนนี้เขานำความรู้นี้ไปสนเด็กต่อ เช่น วิชาพันขดลวด แม่เหล็กทำกังหันน้ำ กังหันลม เด็กก็ไปจินตนาการต่อได้ เช่น ทำรถคนพิการหรือจักรยานใช้ผลิตไฟฟ้า เป็นต้น”

             ความคิดไม่เคยหยุดนิ่ง คุณบรรจงเล่าว่ากังหันลมเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ขณะนี้เขาคิดต่อยอดสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งเมื่อถึงวันที่การคิดค้นของเขาสมบูรณ์แบบแล้ว วันนั้นประเทศไทยจะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ที่จะช่วยประหยัดพลังงานโลกได้จากคนต้นแบบคนนี้อีกครั้ง

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


pic_hl01             ฉบับนี้มีเรื่องที่คุณผู้อ่านที่มีคู่ชีวิตในฐานะสามีภรรยาที่ “จดทะเบียนสมรส” ทุกคู่ควรรู้ ส่วนใครที่แม้จะแต่งงานกันเป็นที่รับรู้ของสังคมแต่ “ไม่ได้จดทะเบียนสมรส” ก็อ่านไว้เป็นความรู้รอบตัวนะครับ เพราะว่าความไม่เข้าใจเรื่อง “กฎหมายสินสมรส” นี่เองที่ทำให้สามีภรรยาที่จดทะเบียน สมรสต้องมีเรื่องราวกันมานักต่อนักแล้วเพราะยามรักกันดีมักไม่มีปัญหา แต่ปัญหาก็จะเกิดก็ต่อเมื่อชีวิตคู่เริ่มไม่ลงรอยกันและต้องการหย่านั่นเอง หรือไม่เรื่องทรัพย์สินก็กลายเป็นประเด็นให้เกิดการหย่าด้วยซ้ำไป

              ว่ากันเรื่องพื้นฐานเลยนะครับว่า คุณเคยทราบไหมว่าสามรภรรยาที่จดทะเบียนกันแล้วนั้น เงินเดือนที่คุณแต่ละคนหามาได้นั้นครึ่งหนึ่งจะตกเป็นของสามีหรือภรรยาตามกฎหมายสินสมรส หลายครอบครัวมักทะเลาะกันเรื่องนี้ว่าเงินนี้ฉันหามาต้องเป็นของฉันคนเดียว ของชิ้นนี้ของฉันชิ้นนี้ของเธอ ฯลฯ โดยไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกันแล้ว กฎหมายสินสมรสได้เข้ามาควบคุมเรื่องเงินทองและทรัพย์สินของคุณทั้งสองคนเสียแล้ว

aaa-1

              “สินสมรส” ก็คือ “ทรัพย์สินที่มีความเป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างสามีและภรรยาที่จดทะเบียนสมรส” โดยกฎหมายได้กำหนดให้สิ่งต่อไปนี้เป็นสินสมรสครับ               - ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่าสมรส เช่น เงินเดือนของสามีที่ได้มาในแต่ละเดือนก็เป็นของภรรยาด้วยครึ่งหนึ่ง ทรัพย์สินใดๆ ก็ตามที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรส ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของสามีและภรรยาคนละครึ่ง เช่น คนใดคนหนึ่งซื้อที่ดิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ไม่ว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงินหรือใส่ซื้อของใครเป็นเจ้าของก็ถือเป็นทรัพย์สินร่วมกันของสามีภรรยา เว้นแต่ที่ดิน บ้าน หรือรถดังกล่าว ซื้อมาโดยเงินซึ่งเป็นสินส่วนตัวของสามีหรือภรรยาที่มีมา “ก่อนจดทะเบียนสมรส” เช่น  ภรรยามีเงินฝากอยู่ในธนาคาร 1 ล้านบาท จึงนำเงินดังกล่าวไปซื้อคอนโดมิเนียม คอนโดฯ นั้นย่อมเป็นของภรรยาแต่เพียงผู้เดียว สามีไม่มีเอี่ยว               -  สามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่งได้รับมรดกมาแม้จะ “หลังจดทะเบียนสมรส” ถือเป็น “สินส่วนตัว” แต่หากมรดกที่ได้มาถูกระบุในพินัยกรรมว่า “ให้เป็นสินสมรส” มรดกนั้นก็ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของสามีแลภรรยาคนละครึ่ง               -  “ดอกผลของสินส่วนตัว” ก็เป็นสินสมรส เช่น ภรรยามีเงินฝากธนาคาร 1 ล้านบาทก่อนจะจดทะเบียนสมรส เงินต้นถือเป็นสินส่วนตัวของภรรยา แต่ดอกเบี้ยที่ได้รับหลังจากจดทะเบียนสมรสถือเป็นสินสมรส ซึ่งสามีจะเป็นเจ้าของด้วยครึ่งหนึ่ง

              ต่อมาเป็นคำถามฮิตก็คือ หากสามีภรรยาประสงค์ให้ทรัพย์สินของตนที่หามาได้หลังจดทะเบียนสมรส “ไม่ต้องเป็นสินสมรส” จะทำได้หรือไม่และอย่างไร หากวันหนึ่งต้องการหย่าขาดกันจะได้ไม่มีปัญหาให้ปวดหัว “คำตอบคือทำได้ครับ” เพราะกฎหมายได้เปิดโอกาสให้สามีภรรยาตกลงกันไว้ล่วงหน้า โดยสามีทำเป็น “สัญญาก่อนสมรส” โดยจดข้อตกลงต่างๆ ให้ชัดเจนไว้ในทะเบียนสมรสหรือทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสพร้อมพยานอย่างน้อย 2 คน แล้วแนบไว้กับทะเบียนสมรสโดยระบุไว้ในทะเบียนสมรสว่ามีสัญญาก่อนสมรส “เรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส” แนบไว้ครับซึ่งขอบอกว่าการทำหนังสือสัญญาก่อนสมรสเป็นที่นิยมทำกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นทุกท่านที่กำลังจะจดทะเบียนสมรสจึงควรพิจารณาเรื่องการทำสัญญาก่อนสมรสไว้ด้วย เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตครับ